ออกกำลังกาย เสริมภูมิต้านทานได้ดีเยี่ยม!

1. ออกกำลังกาย เสริมภูมิต้านทาน ได้ดีเยี่ยม!

การออกกำลังกาย เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

ซึ่งฤทธิ์นี้จะอยู่หลังจากการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำจะพบว่า ระยะเวลาของฤทธิ์จะอยู่ยาวนานขึ้น โดยเลือกเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ฯลฯ หรือการออกกำลังกายประเภทไหนก็ได้ที่ทำให้อัตราการเต้นของชีพจร มีค่าเท่ากับ 64 – 74%

2. เสริมภูมิต้านทาน ด้วยอาหารรส เผ็ดร้อน ขม

กรมแพทย์แผนไทย ได้มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีรสเผ็ด ร้อน และขม เพื่อช่วยปรับสมดุล และเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของพริกไทย ดีปลี และขมิ้น เพราะเป็นอาหารที่ให้ความร้อน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนอาหารรสขม เช่น มะระ และสะเดา จะช่วยให้ร่ายกายอบอุ่น และสร้างภูมิต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

3. กินผักหลากสีสัน

การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ยังคงเป็น วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค ที่ทำได้ง่าย และได้ผลดี เพราะจะช่วยให้ร่างกาย ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ จึงช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี ซึ่งผักแต่ละสี จะมีประโยชน์ที่แตกต่างกัน

4. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

เพราะ น้ำ มีส่วนช่วยเพิ่มสารคัดหลั่ง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิว ในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองรวม ไปถึงเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย โดยปริมาณของน้ำ ที่ควรดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีก็คือ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับไม่เพียงพอ มีผลทำให้การสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดีลดลง ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่า ผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชั่วโมง เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด คนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนดิบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อ หวัด ได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชั่วโมง ถึง 50% เลยทีเดียว

6. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

นอกจากการเสริมให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นแล้ว การดูแล หรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรม ที่จะส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น

  • การควบคุมน้ำหนักให้พอดี ไม่อ้วน หรือผอมเกินไป
  • ลด ละ เลี่ยง การกินอาหารที่หวาน มัน เค็ม หรือรสจัดมากเกินไป
  • รวมไปถึงการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่เกินวันละ 2 แก้ว  เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *